วันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ภาษีกับการลงทุน

โดย คุณเมธี อันอดิเรกกุล
วิทยากรอาสา สถาบันพัฒนาความรู้ตลาดทุน
www.tsi-thailand.org
(ลงหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ฉบับวันที่ 18 ต.ค. 48)

นับตั้งแต่ผู้เขียนได้เรียนจบจากมหาวิทยาลัย ก็ได้แต่นั่งทำงานในสำนักงาน มีความคิดว่าเรื่องภาษี เป็น
เรื่องไกลตัว จะเกี่ยวข้องเฉพาะกับบริษัทที่เราทำงานกับกรมสรรพากรเท่านั้น เพราะว่าในเดือนมีนาคมของทุกปี จะต้องยื่นภาษีเงินได้ประจำปี จะพบว่าภาษีหัก ณ ที่จ่าย ที่บริษัทหักไว้กับภาษีที่จะต้องเสียประจำปีจะเท่ากันพอดี ซึ่งเราก็มีหน้าที่แค่เซ็นในใบ ภงด. เท่านั้น จนกระทั่งผู้เขียนเริ่มลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พอระหว่างปีจะมีเช็คเงินปันผลส่งให้จะเห็นรายการภาษีหัก ณ ที่จ่ายไว้ 10 % ซึ่งผู้เขียนเองก็ไม่มีความสนใจอะไรเพราะว่าผู้เขียนต้องเสียภาษีอัตราก้าวหน้าอยู่ในระดับ 10% จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องนำมารวมเป็นรายได้ ซึ่งเป็นการไม่ถูกต้อง และเมื่อผู้เขียนได้มีโอกาสบรรยายให้ทาง TSI หลักสูตรเงินทองต้องใส่ใจ และหลักสูตรการลงทุนในหุ้น มีหัวข้อที่บรรยายมีอยู่หลายหัวข้อด้วยกัน แต่ประชาชนทั่วไปจะสนใจในส่วนของภาษีมากเป็นพิเศษ ซึ่งจะเป็นไปได้อย่างไรที่ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10 % แต่สามารถขอคืนภาษีได้จำนวนที่มากกว่าที่หักไว้
ผู้เขียนจะขอเปรียบเทียบการลงทุนในหลักทรัพย์โดยตรงด้วยตนเองกับการลงทุนในหลักทรัพย์ผ่านกอง
ทุนรวม(โดยเฉพาะ กองทุนหุ้นปันผล) ซึ่งปัจจุบันบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและตลาด mai มีอัตราภาษีนิติบุคคลหลายอัตรา กล่าวคือตั้งแต่ 0%, 20%, 25% และ 30% ขณะที่อัตราภาษีบุคคลธรรมดามีตั้งแต่ไม่เสียภาษี, 5% (ปัจจุบันได้รับการยกเว้น), 10%, 20%, 30% และ 37% อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายเงินปันผลของบริษัท หรือกองทุนรวมเท่ากับ 10% เราจึงควรใช้ประโยชน์จากความแตกต่างของแต่ละอัตรา ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ก่อนอื่นต้องกล่าวถึงรายได้เงินปันผลตาม ม.40 (4) (ข) ว่ามีความแตกต่างจากรายได้ประเภทอื่นซึ่ง
รายได้จากการทำงานหรือประกอบธุรกิจอื่นมีวิธีการหักค่าใช้จ่ายไว้อย่างชัดเจน เช่น รายได้จากการทำงาน
สามารถหักค่าใช้จ่าย 40% แต่ไม่เกิน 60,000 บาท และหักค่าลดหย่อนได้ในรูปแบบบุคคลธรรมดา กล่าวคือ
รายได้จากเงินปันผลไม่สามารถหักค่าใช้จ่ายได้ แต่สามารถหักค่าลดหย่อนในรูปบุคคลธรรมดาได้
เพราะฉะนั้นจะเห็นว่า กรณีที่ผู้รับเงินปันผลไม่มีรายได้จากการทำงาน และไม่มีรายได้อื่น เวลาที่รับเงิน
ปันผลจะได้รับคืนเต็มเม็ดเต็มหน่วยมากน้อยแค่ไหน เราลองมาคำนวณกัน
สมมติว่านายภาษีได้รับเงินปันผล 10,000 บาท ถูกหัก ณ ที่จ่าย 1,000 บาท เขาจะได้รับเงินสุทธิ 9,000
บาท สิ้นปีเขากรอก ภงด. 90 โดยมีวิธีการคำนวณเครดิตภาษีดังนี้
อัตราภาษี * เงินได้ 100 – อัตราภาษี
ดังนั้นนายภาษีจะต้องดูจากหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ที่
แนบมากับเช็คหรือเอกสารที่ส่งตามมาหลังนำเงินปันผลเข้าบัญชีธนาคารแล้ว เช่น อัตราภาษี 30% จะเท่ากับ 30 x 10,000 = 4,285.71 บาท 70
ดังนั้นเปรียบเสมือนว่า นายภาษีได้เสียภาษีไปทั้งสิ้น 4,285.71 บาท และรวมกับภาษีหัก ณ ที่จ่ายอีก
1,000บาท ซึ่งได้จ่ายไปก่อนแล้ว รวมนายภาษีถูกหักภาษีไปทั้งหมด 5,285.71 บาท ถ้านายภาษีไม่มีรายได้อื่นใด นายภาษีจะได้รับคืนภาษี 5,285.71 บาท จะพบว่า เงินที่นายภาษีได้รับคือ 9,000 + 5,285.71 = 14,285.71 บาท ซึ่งมากกว่า เงินปันผล 10,000 บาท ที่นายภาษี ได้รับในตอนแรกเสียอีก
ทีนี้ลองเปรียบเทียบกับการลงทุนผ่านกองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้น สำหรับเงินปันผลที่ได้รับจากบริษัทจด
ทะเบียนกองทุนรวมไม่สามารถที่จะขอเครดิตภาษีตามอัตราที่เราได้ศึกษามาแล้ว ขณะที่ เมื่อจ่ายปันผลให้ผู้ลงทุนจะหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ 10% เพราะฉะนั้น ผู้ลงทุนได้รับคืนภาษีได้ไม่เกิน 10% ของที่ถูกหักไว้ ซึ่งประเด็นนี้ไม่ค่อยมีผู้สนใจกล่าวถึงว่า การลงทุนในหลักทรัพย์ที่จ่ายเงินปันผลสูงนั้น การลงทุนด้วยตนเอง จะให้ผลตอบแทนรวมสูงกว่าการลงทุนผ่านกองทุนรวม แต่อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนก็ยังคงสนับสนุนให้การลงทุนผ่านกองทุนรวมยังมีความสำคัญอยู่ ด้วยเหตุผลหลาย ๆ ประการ ซึ่งจะกล่าวในครั้งต่อ ๆ ไป และถ้ายังไม่ลืมผู้มีเงินได้ เงินปันผลที่ได้รับหลาย ๆ รายการ จะต้องนำเงินได้ที่ได้รับทุกรายการมารวมเพื่อคำนวณภาษี จะเลือกเฉพาะบางรายการไม่ได้
โดยให้แยกกลุ่มเงินปันผลจากหลักทรัพย์ กับเงินปันผลที่ได้รับจากกองทุนรวมออกจากกันดังนั้น ผู้ลงทุนจะต้องรวมเงินปันผลที่ได้รับจากบริษัทฯ ทั้งหมดเพื่อคำนวณภาษี ในกรณีที่ได้รับคืนภาษี ก็ขอให้รวมกับเงินได้ประเภทอื่น ๆ และผู้เขียนเชื่อว่า ถ้าไม่ใช่เจ้าของบริษัท ฯ เองหรือผู้ถือหุ้นใหญ่บริษัท หรือ ผู้มีเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายแล้วมากกว่าปีละ 4 ล้านบาท จะได้รับเงินภาษีคืนเกือบทุกกรณี และหากท่านสนใจที่จะได้รับความรู้เรื่องการลงทุนในรูปแบบต่าง ๆ ท่านสามารถสมัครเข้าร่วมการสัมมนาที่หลากหลายหัวข้อโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายกับ โครงการพัฒนาความรู้ผู้ลงทุน

สถาบันพัฒนาความรู้ตลาดทุนตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ที่ www.tsi-thailand.org

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น